Sunday, April 24, 2016

ความคม ใบกบ สิ่ว คมแค่ไหนจึงจะพอ ตอนที่ 2 (จบ)

    สวัสดีครับ ตอนที่แล้วได้เล่าประสบการณ์ของการลับคมใบกบ สิ่ว และ วันนี้ขอเล่าเรื่องวิธีการลับใบกบและสิ่วที่ผมใช้อยู่ โดยแบ่งการลับเป็น 2 ลักษณะตามจุดประสงค์การใช้ที่แตกต่าง ได้แก่
    1. การลับสำหรับการใช้งานปกติ โดยลับทุกครั้งก่อนใช้งาน และบางครั้งถ้าทำงานมากๆรู้สึกว่าไม่คมแล้วก็จะลับอีก การลับแบบนี้ใช้หินลับแบบน้ำเบอร์ 1000 และ 6000 โดยใช้มือจับใบกบหรือสิ่วลับโดยตรง ข้อดีคือ เร็ว กว่าการใช้ไกด์  ข้อเสียคือ หน้าใบกบและสิ่ว จะค่อยๆ โค้งทำให้องศาใบกบและสิ่วเปลี่ยน เนื่องจากมือของเราจะไม่นิ่งเท่ากับไกด์
    2.การลับสำหรับปรับหน้า ใช้ในกรณีมุมหน้าใบกบหรือสิ่วใหม่ เนื่องจากมุมมันจะเปลี่ยนเพราะการลับด้วยมือในแบบที่ 1 ทำให้มุมยิ่งกว้างขึ้นเมื่อมุมกว้างขึ้นทำให้การตัดเฉือนมีประสิทธิภาพลดลง โดยทั่วไปสำหรับใบกบผมใช้ 30 องศา และสิ่วสำหรับใช้งานตัด เฉือน 25 องศา สิ่วสำหรับงานตอก 30 องศา โดยทำประมาณ 2-3 เดือนครั้ง  
     การปรับวิธีนี้เริ่มจาก กระดาษทรายเบอร์ 60 แปะกระดาษกาว 2 หน้ากับแผ่นหินขัด หรือ ใช้แผ่นกระจกก็ได้  โดยใช้ไกด์ตามรูป
















จากนั้นเป็น Diamond sharpening stone เบอร์ 220 325 600 1200 และจบด้วย หินลับแบบน้ำเบอร์ 6000
















ส่วนในรูปด้านล่างเป็นภาพจากเลนส์ขยาย 30 เท่า แสดงให้เห็นความละเอียด หยาบของผิวหน้าใบกบที่ถูกลับโดยหินลับเบอร์แตกต่างกัน
































วีดีโอด้านล่างเป็นการสาธิตการลับใบกบครับ



     จากตอนที่แล้วผมได้เกริ่นเรื่องความคมในระดับต่างกันสำหรับการใช้งานในลักษณะงานที่แตกต่าง มีข้อคิดอยู่คือ ในจุดที่เราจะใส่กบเพื่อติดกาวใบกบควรมีความคมมาก ในกรณีผม ได้แก่ ตอน Book-match,ไส brace ก่อนติดกาว, บริเวณโค้ง Tail-block, บริเวณโค้ง back bar, บริเวณใต้ Fingerboard, Head-plate, Binding,ตอนเตรียมคอ  ส่วนการใช้ใบกบที่ความคมปานกลางได้แก่ ตอน ปรับความหนา ไม้หน้า ไม้หลัง เพราะในส่วนนี้ต้องขัดกระดาษทรายหรือใช้ scraper ต่อในขั้นตอนสุดท้าย
     ในกรณีใบกบหรือสิ่วแบบญี่ปุ่น จะมีเนื้อเหล็กที่แข็งและเปราะกว่าใบกบและสิ่วที่ผลิตจากเหล็กอัลลอยด์ เพราะฉะนั้นไม่ควรใช้หินลับแบบ Diamond เพราะเพชรแข็งมากทำให้ใบกบและสิ่วญี่ปุ่นเกิดการแตกเล็กๆที่ปลายได้ ทำให้ความคมหมดไปด้วยความรวดเร็ว ควรใช้หินลับแบบน้ำของญี่ปุ่นจะดีกว่า
     หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้ไปบ้าง ขอย้ำว่าวิธีการนี้เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของผม ส่วนคนอื่นๆ อาจมีวิธีที่แตกต่างกันไป ไม่มีถูกผิด มันก็แค่ว่าถ้านำไปใช้แล้วแก้ปัญหาให้เราได้หรือเหมาะสม ก็ใช้มัน แต่ถ้ามันไม่ช่วยในการแก้ปัญหาให้เรา ก็หาวิธีอื่นๆ ต่อไปครับ

แหล่งเรียนรู้ 
-หนังสือ THE COMPLETE GUIDE TO SHARPENING โดย Leonard Lee ซึ่งนักค้นคว้า ออกแบบ สร้างอุปกรณ์สำหรับงานไม้เป็นประธานบริษัทของ Veritas กับ Lee Valley ในหนังสือจะสอนวิธีลับคุมอุปกรณ์เกือบทุกอย่างสำหรับงานไม้
   
 

Friday, April 15, 2016

ความคม ใบกบ สิ่ว คมแค่ไหนจึงจะพอ ตอนที่ 1

   สวัสดีครับ วันนี้ผมบำรุงรักษาเครื่องมือ กบ และ สิ่ว ซึ่งเป็นเครื่องมือคู่กายที่มีความสำคัญมากของช่างทำกีตาร์ ต้องใช้แทบจะทุกวันก็ว่าได้ และสิ่งที่สำคัญคือ ความคมของมันนั่นเอง เลยมีข้อคิดเล็กน้อยมาฝากครับ
  ก่อนอื่นขอท้าวความจากประสบการณ์ ตอนนั้นปี 2005 ผมเริ่มทำกีตาร์ มีปัญหามากสำหรับการปรับไม้หน้าและไม้หลัง โดยเฉพาะไม้หลังซึ่งเป็นไม้เนื่อแข็งและเสี้ยนไม้ย้อนกันไปมาในแผ่นเดียวกัน ผมว่าทุกคนที่เคยใช้กบปรับไม้เนื้อแข็งคงเจอเหมือนกันคือ ไม้มันฉีกครับ พอไม้ฉีกเราก็ไม่กล้าจะใส่กบต่อกลัวว่าไม้มันจะบางเกินไป จากนั้นผมใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบๆ ประมาณ เบอร์ 60 ติดกับบล็อกไม้และขัดไปถึงความหนาที่ต้องการ บางครั้งต้องขัดกระดาษทรายกันทั้งวัน กว่ารอยฉีกจากกบจะหายและได้ความหนาไม้ตามที่ต้องการ  ต่อมาในปี 2008 ผมมีโอกาสไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาวิธีการทำกีตาร์จากคุณ Imai(อิไม) เห็นวิธีการใช้กบญี่ปุ่นปรับความหน้าไม้หลังและไม้หน้า ทำให้ผมตาสว่างว่ากบและสิ่วที่ผมใช้นั้นมันคมไม่พอ เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการลับใบกบและสิ่ว ผมจึงถามแกตรงๆว่าวิธีลับใบกบ สิ่ว ทำอย่างไร ผมจะสรุปให้ตามนี้ครับ
   หินลับที่ใช้เป็นหินลับแบบน้ำ(water stone) ยี่ห้อ King ใช้ 2 ขนาด คือ เบอร์1000 และ เบอร์ 6000 โดยการลับด้วยเบอร์หยาบคือ 1000 ก่อน และ จบด้วยเบอร์ 6000 ซึ่งละเอียดกว่า ผมนึกกลับมาดู หินที่ผมมีในตอนนั้นคือหินลับที่ซื้อในไทยความละเอียดอยู่ที่เบอร์ 200-300 เท่านั้นเอง ผมจึงซื้อหินลับแบบน้ำกลับมาด้วย ขณะนี้ใช้มา 9 ปีแล้ว  สึกไปครึ่งหนึ่งของความหนา คาดว่าใช้หมดก้อนอาจใช้เวลาสัก 20 ปี ผมซื้อมาก้อนประมาณ 2000 บาท ถ้าคิดต่อปีตกประมาณปีละ 100 บาท ซึ่งเทียบกับมูลค่างานที่ผมทำแล้วมันต่างกันมากเลย เพราะฉะนั้นอย่าลังเลที่จะซื้อหินลับดีๆ ใช้เลยครับ  ด้วยความคมของใบกบและเทคนิคการใสขวางเสี้ยนไม้ ทำให้ปัญหาการฉีกของไม้เนื้อแข็งของผมหมดไป
   หลังจากนั้นปี 2012 ผมมีโอกาสไปเรียนทำกีตาร์ที่สเปนเพิ่มเติมและผมติดหินลับแบบน้ำสองหน้าใน1 ก้อนคือ เบอร์ 800 และ 6000 ไปด้วย ซึ่งในตอนนั้นหินลับของผมมีความละเอียดที่สุดในห้อง และผมตั้งไว้ส่วนกลางให้เพื่อนมาใช้ด้วยกัน ในตอนที่ Liam (ผู้สอนทำกีตาร์) แสดงการติดกาว Binding และ Purfling  Liamแสดงการต่อแบบเป็นมุมประมาณ 30 องศา โดยใช้สิ่วค่อยๆเฉือน วีเนียร์ที่เป็น Purling ผมสังเกตว่าสิ่วที่แกใช้(เป็นของเพื่อนที่มาเรียนด้วยกัน)นั้นไม่คม ผมจึงหวังดีเอาสิ่วของผมที่เพิ่งลับคมใหม่ให้แกลอง ปรากฎว่าคมกว่าแต่รู้สึกได้ว่ามันเฉือนวีเนียร์ไม่ค่อยราบรื่น และผมถามแกว่าสิ่วที่ผมให้ยืมคมหรือป่าว แกตอบว่าคมไม่พอ ผมงงไปเลย เพราะผมคิดว่าสิ่วที่ผมเพิ่งลับนัันคมแล้ว แสดงว่าสิ่วของแกต้องคมกว่านี้อีก
   หลังจากกลับมาประเทศไทยแล้ว เรืองความคมไม่พอ ยังติดอยู่ในใจผม ที่คิดว่าใช้เบอร์ละเอียดตั้ง 6000 ลับคมแล้วยังคมไม่พออีก จนกระทั่งผมไปพบคลิปการลับมีดสำหรับทำซูชิของญี่ปุ่นโดยคุณ Mino Tsuchida (https://www.youtube.com/watch?v=SIw5ChGOADE)




ดูไปเกิดความเข้าใจเกือบทั้งหมดยกเว้นแต่ขั้นตอนที่ 7 คือขั้นตอนสุดท้าย แกบอกว่า กรุณาทำซ้ำ 4-5 ครั้ง ผมสงสัยว่าต้องทำซ้ำทำไม มันยังติดอยู่ในใจอีกละ จนกระทั่งผมได้ลองใช้เลนส์ขยายขนาด 30 เท่า ส่องดูใบกบที่ผมลับแล้วด้วยหินลับแบบน้ำเบอร์ 1000 และ เบอร์ 6000 ตามรูป 

จากรูปเห็นได้ว่าหน้าใบกบที่ถูกลับด้วยหินลับเบอร์ 6000 นั้นแววและเรียบ แต่ที่ปลายยอดคมมันยังขรุขระ สังเกตแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งหมายความว่าใบกบนี้ยังถูกลับไม่หมดทั้งหน้า สาเหตุเกิดขึ้นจากเมื่อผมลับใบกบ ขณะตอนเปลี่ยนจากหินลับเบอร์ 1000 ผมใช้นิ้วลูบหลังใบเพื่อจะเช็ค Blur (คือเมื่อลับหน้าใบกบไปกับหินลับ เนื้อเหล็กของใบกบส่วนที่ถูกลับแล้วมันจะพลิกมาอยู่ด้านหลังใบกบ เมื่อใช้นิ้วลูบดูจะรู้สึกถึงความไม่เรียบ) เพื่อตรวจสอบว่าหน้าใบกบถูกลับเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่สัมผัสนิ้วมือผมมันหยาบกว่าที่จะรู้ว่ามันยังมีร่องเล็กๆ ที่ยังไม่ได้รับการลับอยู่อีก  วิธีการแก้ คำตอบมันอยู่ในวีดีโอ youtube ที่ผมดูอยู่ด้านบนนะครับ "กรุณาทำซ้ำ 4-5 ครั้ง" 
   นี่เป็นประสบการณ์ของผมที่อยากเล่าสู่กันฟังครับ ยังไม่จบในเมื่อเรารู้ว่าความคมนั้นมีหลายระดับ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลับให้คมสุดในทุกๆ ครั้งเพราะในขั้นตอนการทำกีตาร์ในบางขั้นต้อนไม่จำเป็นต้องใช้ความคมสุดเพราะทำให้เราเสียเวลาในการลับคมมาก ในตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อว่า ผมใช้ความคมในโอกาสได้บ้าง และ วิธีการลับคมที่ผมใช้อยู่ เจอกันตอนหน้าครับ 

Sunday, December 27, 2015

อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์ ตอน 4 (จบ)

   สวัสดีครับมาต่อเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์ วันนี้จะเน้นเรื่อง Jig ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยให้การทำกีตาร์สะดวกขึ้น มีความเที่ยงมากขึ้น ทำให้กีตาร์มีความเป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกตัว มีอะไรบ้างมาดูกัน


 จากรูปด้านบน
1.Jig ใช้สำหรับทำ Head slot สำหรับกีตาร์คลาสสิก ออกแบบให้ใช้ช่องเดียวกันเพื่อให้ช่องที่เจาะมีขนาดเท่ากัน ใช้ร่วมกับ Trimmer 
2.Jig สำหรับเจะรูร้อยสาย บนตัว Bridge
3.Jig สำหรับรองเลื่อยสำหรับทำ Rosette
4.Jig สำหรับเจาะรูใส่ Tuning Machine.





Jig สำหรับช่วยเลื่อยสำหรับทำช่องที่ Heel บนคอกีตาร์









Jig ตัวนี้เรียกว่า Side mold ใช้สำหรับ
1.ปรับความเรียบด้านในไม้ข้างหลังจากดัดแล้ว
2.เก็บไม้ข้างที่ดัดแล้ว
3.ปรับความหนาไม้ข้าง
4.รองติดกาว kerf lining กับไม้ข้าง
5 รองติดกาว double side





Jig สำหรับรองตัวกีตาร์ ช่วยในการรัดเชือกสำหรับติดกาว Binding












Solera เป็นอุปกรณ์สำหรับประกอบกีตาร์ให้เป็นตัวซึ่งเป็นวิธีทำแบบ Spain













จากรูปทางซ้ายมือ
1.Jig สำหรับดัดไม้ข้าง
2.เครื่องคอบคุมอุณหภูมิมีประโยชน์ได้แก่ สำหรับดัดไม้ข้าง(ใช้ประมาณ 240 องศาฟาเรนไฮต์) สำหรับถอด Bridge (ใช้ประมาณ 140 องศาฟาเรนไฮต์) 
3.แผ่นลวดความร้อน ใช้สำหรับใส่ใน Jig ดัดไม้ข้าง สามารถให้อุณหภูมิสูงทำให้ไม้ข้างอยู่ทรงดี
4.แท่งความร้อนสำหรับดัด ใช้ดัดไม้ข้างหลังจากดัดด้วย Jig  เพื่อให้ทรงไม้ข้างพอดีกับแบบ และใช้ดัด Purfling , Binding








1.เครื่องเซาะ Binding
2.วงเวียน Trimmer สำหรับตัด Rosette













เครื่องดูความชื้น Dehumidifier ใช้ควบคุมความชื้นในอากาศ สำหรับการทำกีตาร์ความชื้นในอากาศควรอยู่ที่ 40-50 % ความชื้น ถ้าไม่มีติดแอร์ได้และใช้ Dry mode.







อุปกรณ์สุดท้ายที่อยากนำเสนอคือ หินลับมีด ซึ่งเป็นสิ่งแรกเลยที่แนะนำให้ซื้อ เพราะต้องใช้ก่อนเริ่มทำกีตาร์ 
1.แบบ Diamond (กากเพชร) แบบ 2 หน้า เบอร์ 600 และ 1200 grid 
2.แบบ Diamond (กากเพชร) แบบ 2 หน้า เบอร์ 220 และ 325 grid 
3.หินลับญี่ปุ่นแบบใช้น้ำ เบอร์ 6000
4.หินลับญี่ปุ่นแบบใช้น้ำ เบอร์ 1000
5.ไกด์สำหรับลับ เหมาะสำหรับใช้กับ Diamond ไม่เหมาะใช้กับ หินลับญี่ปุ่นเพราะจะทำให้หน้าหินลับเป็นร่องตามล้อของไกด์ 
     ปกติผมใช้หินลับญี่ปุ่น เริ่มจากเบอร์ 1000 จบด้วยเบอร์ 6000 สำหรับ หินลับแบบ Diamond เบอร์ 220 ใช้สำหรับปรับหน้าใบกบใหม่อาจทำเดือนละครั้ง ส่วนไกด์สำหรับนักเรียนมือใหม่ใช่เฉพาะกับหินลับ Diamond 

อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ เพราะช่างทำกีตาร์แต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน ที่เสนอเป็นแบบกลางๆ ไ่ม่มากไม่น้อย ส่วนเครื่องมือไฟฟ้า จะไม่นำเสนอในบทความนี้ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับช่างทำกีตาร์มือใหม่ครับ ขอบคุณครับ ;)

Thursday, December 3, 2015

อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์ ตอน 3

      สวัสดีครับอาทิตย์นี้มาต่อเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือกัน ว่าไปแล้วอุปกรณ์สำหรับทำกีตาร์ดูไม่น้อยเลย บางชนิดหาซื้อได้ในประเทศ บางชนิดซื้อได้เฉพาะต่างประเทศ บางชนิดซื้อไม่ได้ต้องทำขึ้นเองได้แก่ พวก Jig Fixer หรืออุปกรณ์ช่วยจับชิ้นงาน ซึ่งบางอย่างต้องมีความเที่ยงตรงสูง ได้แก่ Solera เป็นอุปกรณ์สำหรับรองรับการประกอบกีตาร์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดองศาคอ ความโค้งของไม้หน้า ความตั้งฉากของไม้ข้างและไม้หน้า เป็นต้น ซึ่งจะกล่าวไว้ในตอนต่อไป แต่ตอนนี้มาเพิ่มเติมอุปกรณ์เล็กกันต่อ

กลุ่มตะไบและบุ้ง(File and Rasp)


1.ตะไบละเอียดสี่เหลี่ยม อันนี้ได้มาจากอาจารย์วิรุฬ(พี่นิด) วันหนึ่งประมาณปี 2005 ผมไปซื้อตะไบยี่ห้อ Nicholson เพื่อนำมาทำตะไบขอบ Fret ขากลับแวะไปช๊อปกีตาร์พี่นิด แกขอแลกกันระหว่างตะไบละเอียดสี่เหลี่ยมและตะไบที่ผมซื้อมา เนื่องจากแกต้องเอาไปใช้ในการเรียนทำกีตาร์ที่สเปน ตะไบละเอียดอันนี้ผมใช้ตอนแบ่งร่องสายบน Nut หลังจากขีดตำแหน่งด้วยดินสอ ใช้ตะไบละเอียดเพราะว่าแรงต้านในการตะไบน้อยมากทำให้มือเรานิ่ง ส่งผลให้ตำแหน่งที่ตะไบไม่พลาด จากนั้นทำร่องตามขนาดสายกีตาร์ด้วยตะไบร่องสายบทนัทของ Steward-mac อีกครั้ง
2.ตะไบร่องสายบน Nut (Double-edge nut files) ของ Steward-mac ขนาดที่ใช้กับกีตาร์คลาสสิกคือ 0.36,0.42,0.50 นิ้ว สำหรับ สาย 1,4 และ 2,5 และ 3,6 ตามลำดับ
3.ตะไบละเอียดหางหนู ซื้อมาจาก Tokyo hand ที่ญี่ปุ่น เห็นคร้้งแรกคือคุณ Imai (ช่างทำกีตาร์ชาวญี่ปุ่น) ใช้ทำร่องสายบน Nut  สำหรับผมใช้ตะไปหางหนู หลังจากจากตะไบร่องสายบน Nut ของ Steward-mac เพราะว่าละเอียดกว่าและสัญฐานเป็นรูปทรงกระบอกเหมือนสายกีตาร์ ทำให้ร่องสายมีความพอดีและไม่สร้างความเสียหายกับสายกีตาร์
4.ตะไบสามเหลี่ยม สำหรับปรับระดับ Fret
5.Double-edge Fret files แบบหยาบ ใช้สำหรับทำโค้งยอด Fret หลังจากการปรับระดับ Fret
6.Diamond Fret files. ความละเอียดประมาณ เบอร์ 300  ใช้สำหรับทำโค้งยอด Fret หลังจาก Double-edge Fret files แบบหยาบ
7.Fret End Dressing file ใช้สำหรับตะไบลดความคมปลาย Fret
8.บุ้งท้องปลิง(Half round Rasp) เบอร์ 3 ของ Swizz madeใช้สำหรับแต่งโค้งร่องใส่ Tuning Machine
9.ตะไบห้าเหลี่ยม สำหรับแต่งหัวกีตาร์และขอบ Binding
10.บุ้งท้องปลิง(Half round Rasp) ละเอียดปานกลาง ใช้สำหรับแต่งรูปร่างคอ ปีก Bridge
11.บุ้งท้องปลิง(Half round Rasp) หยาบ ใช้สำหรับแต่งรูปร่างคอ
12.ตะไบปรับปลาย Fret มุม 60 องศา ความละเอียดปานกลาง
13.ตะไบปรับปลาย Fret มุม 90 องศา แบบหยาบ

กลุ่มอุปกรณ์รอง clamp


อุปกรณ์รอง Clamp เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันในการทำกีตาร์ มีประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้กีตาร์เป็นรอย และ ช่วยกระจายแรงกดของ Clamp ให้ทั่วบริเวณติดกาว ส่งให้ให้การติดกาวมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
1.ใข้สำหรับรองติดกาว Rosette
2.ใข้สำหรับรองติดกาว Tail block
3.ใข้สำหรับรองติดกาว Brace
4.ใข้สำหรับรองติดกาว Fingerboard
5.ใข้สำหรับรองติดกาว ส่วนหัวกีตาร์
6.ใข้สำหรับรองติดกาว Head plate
7.ใข้สำหรับรองติดกาว Back
8.ใข้สำหรับรองติดกาว Harmonic bar
9.ใข้สำหรับรองติดกาว V joint Head
10.ใข้สำหรับรองติดกาว Kurflining 

กลุ่ม Shooting board


Shooting board เป็นอุปกรณ์ช่วยและอำนวยความสะดวก สำหรับการไสกบ
1.ใช้สำหรับการเตรียม Brace
2.ใช้สำหรับการเตรียม Glue block
3.ใช้สำหรับการเตรียมปรับมุม Rosette
4.ใช้สำหรับการเตรียมปรับความหนา Nut Saddle



1.ใช้สำหรับการเตรียม  Bookmatch ไม้หน้า ไม้หลัง
2.ใช้สำหรับการเตรียม Fingerboard

แหล่งความรู้เพิ่มเติม
http://www.stewmac.com/Luthier_Tools/  เป็นร้านขายอุปกรณ์สำหรับทำกีตาร์ในอเมริกา

นี่ยังไม่หมดนะครับเดี่ยวคราวหน้ามาต่อกันอีก


Wednesday, November 25, 2015

อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์ ตอน 2

    สวัสดีครับหายหน้าไปอีก 1 อาทิตย์ครับเนื่องจากผมไปร่วมงาน Jakarta Asean Guitar Festival. ระหว่างวันที่ 19-22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในอนาคตอาจจะนำประสบการณ์การไปร่วมงานโชว์กีตาร์ให้ฟังครับ แต่วันนี้มาเพิ่มเติมกันเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์กันต่อ

กลุ่มเครื่องมือการวัด (Measurement)



1.วงเวียน(Compasses) ของ Rotring ตั้งแต่สมัยเรียนเขียนแบบในมหวิทยาลัย ใช้ร่างตำแหน่ง sound hole
2.ดินสอ (Marker) ของ  Rotring เหมือนกัน แบบนี้ดี ใส่ใหญ่ ไม่หักง่าย เลือกขนาดความเข้มได้
3. Vernier caliper ยี่ห้อ Mututoyo (Japan) ขนาด 6 นิ้ว ละเอียด 0.05 มิลลิเมตรใช้วัดขนาดความหนาไม้ชิ้นไม่ใหญ่ได้แก่ Brace Tailblock
4.ตลับเมตร(Tape Measure) ขนาดยาว 3 เมตร ของ Stanley ใช้สำหรับวัดระยะไม้ขนาดใหญ่
5.ตัววัดระดับFret (Fret Rocker) ของ Steward-Mac ใช้ตรวจสอบระดับ Fret
6,ไม้ฉาก (Square) ของ Rotring เช่นกัน ใช้สำหรับลากเส้นฉาก
7.ไม้บรรทัด 10 เซนติเมตร ความละเอียด 1 มิลลิเมตร ยี่ห้อ Shinwa(ตรานกเพนกวิน)
8.ไม้บรรทัด 6 นิ้ว ยี่ห้อ General ความละเอียด 0.01 นิ้ว(หนึ่งนิ้วแบ่งเป็น 100 ช่อง หรือ ช่องละ 0.254 มิลลิเมตร) ใช้สำหรับตั้งความสูงสาย
9,10,11 เหล็กฉาก(Machinist Square) ขนาด 20 ,10 และ 7 เซนติเมตร
12.เหล็กหมาด(Awl) ซื้อจาก Tokyo hand ญี่ปุ่น ใช้เจาะตำแหน่งบนไม้ ก่อนเจาะด้วยดอกสว่าน
13.ขอขีด(Making) ซื้อจาก Tokyo hand ญี่ปุ่น เช่นกัน ใช้ขีดเส้นบอกระดับ ก่อนปรับความหนาไม้
14.ฉากเป็นวัดมุม(T Bevel) ของ Shinwa ใช้วัดมุมตอนทำ V Joint คอกีตาร์
15,17,18.ไม้บรรทัด(Ruler) ขนาด 30,60 และ 90 เซนติเมตร
16.ไม้บรรทัดตรง(Straight Ruler) ไม้บรรทัดตรง 18 นิ้ว ของ Steward-Mac สำหรับตรวจความตรงของ Fingerboard


1.ไม้วัดองศา(Protactor) ยี่ห้อ Shinwa ใช้สำหรับวัดมุมไม้สำหรับทำคอกีตาร์
2.ตัววัดความหนา(Thickness Caliper)

กลุ่มแม่แรง และ ปากกาจับ (Clamp)


1.F clamp ไม้ สำหรับติดบริจด์ หรือซ่อมรอยแตกไม้หน้า ยึดไม้หน้ากับแบบ
2. C clamp  สำหรับยิดไม้ขณะติดกาว หรือ ใช้ยึด working board
3. F clamp เหล็ก ขนาด 20 และ 25 เซนติเมตร ยี่ห้อ TUV ใช้สำหรับยึดติดกาวตอนประกอบกีตาร์ 
4.  U clamp ขนาด 7 นิ้ว ใช้สำหรับยึดติดกาว bridge กับ ไม้หน้า จาก Steward-Mac
5. Spring clamp ขนาด 2 นิ้ว สำหรับยัดจับชั่วคราว และไม้ต้องการใช้แรงมาก

อื่นๆ

1.ฆ้อนไม้ ใช้สำหรับตีไม้ เช่นตอนผ่าไม้ Brace
2.ฆ้อนตอก Fret ยี่ห้อ PS Swiss Tools Hickory ใช้สำหรับตี Fret ขอดีของฆ้อนชนิดนี้คือไม่มีแรงดีดกลับมาสู่มือผู้ตี
3.ฆ้อนเหล็ก สำหรับตอกตะปูเหล็กเพื่อการกำหนดจุดก่อนติดกาว
4.กรรไกร ใช้ตัดกระดาษทราย
5.คีมตัด Fret อันนี้ซื้อจากคลองถม แล้วมาเจียปลายออก เพื่อให้สามารถตัด Fret ได้ลึกขึ้นขณะตี Fret
6.Cutter ใช้สำหรับตัด Veneer 
7.มีดญี่ปุ่น ใช้สำหรับ เกลา แต่ง รูปแบบ คอกีตาร์
8.Scraper ใช้สำหรับปรับ ความหนา และ พื้นผิวของไม้ในรอบสุดท้ายก่อนขัดกระดาษทาย เพราะไม่ทำให้ไม้ฉีกขาดแม้ไม้นั้นจะย้อยเสี้ยน
9.Burnisher ใช้สำหรับลับ Scraper ให้คม

ตอนหน้ามาเพิ่มเติมกันต่อครับ ขอบคุณครับ :)


Monday, November 9, 2015

อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์ ตอน 1

       สวัสดีครับ หายไปหนึ่งอาทิตย์ เนื่องจากไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ในตอนนี้ขอเสนอเรื่อง "อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับทำกีตาร์" อาจมีประโยชน์ต่อผู้ต้องการจะเริ่มทำกีตาร์ และเป็นคำถามบ่อยครั้งของผู้มาเรียนทำกีตาร์ ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง อันไหนก่อนหลัง
     อุปกรณ์และเครื่องมือในการทำกีตาร์มีหลายอย่าง สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
1. เครื่องมือแบบไม่ใช้ไฟฟ้า( Hand tools) เป็นเครื่องมือส่วนตัวสำหรับช่างทำกีตาร์ ได้แก่ สิ่ว(Chisel),กบ (plane) เป็นต้น
2. เครื่องมือไฟฟ้า(Power tools) มีทั้งขนาดเล็กและแบบตั้งโต๊ะ ได้แก่ Trimmer, เลื่อยสายพาน (Bandsaw)
3. อุปกรณ์แบบ ( Jig ) เป็นอุปกรณ์ช่วยทำกีตาร์ ส่วนใหญ่ช่างทำกีตาร์ต้องทำเองเพราะไม่มีขายทั่วไป ได้แก่ Mold guitar, Solera 
4. อุปกรณ์รองหนีบกาว เป็นอุปกรณ์สำหรับป้องกันตัวกีตาร์ขณะติดกาว เพื่อไม่ให้ตัวกีตาร์เป็นรอย

    ส่วนเครื่องมือที่นำมาแสดงในรูปเป็นเครื่องมือที่ผมใช้สำหรับทำกีตาร์ ได้แก่

กลุ่มเลื่อย (Saw)


1.เลื่อยลันดา (Rip saw) ยี่ห้อ IRWIN ขนาดยาว 22 นิ้ว ใช้เลื่อยไม้ท่อนใหญ่หน้าตัดกว้างประมาณ 3 นิ้วขึ่นไป เช่น สำหรับการเตรียมไม้ทำคอ การเตรียมผ่าไม้หลัง ไม้ข้าง
2.เลื่อยญี่ปุ่น (Dozuki saw) ยี่ห้อ Zsaw  รุ่นนี้สามารถเปลี่ยนเฉพาะใบเลือยได้ใช้ด้ามเดิม การใช้งานต้องออกแรงดึง ขนาดยาว 15 ซม. ความหนาของใบเลื่อย 0.3 มิลลิเมตร มีไกด์ด้านหลังใบเลือยช่วยให้เลือยตรง ใช้สำหรับตัดไม้ตามขวาง ชินงานไม่ใหญ่ได้แก่ การตัดไม้ Brace ไม้ back bar
3.เลื่อย Topman Z ยาว 265 มิลลิเมตร หนา 0.6 มิลลิเมตร การใช้ออกแรงดึงเหมือนเลื่อยญี่ปุ่น ใช้สำหรับตัด Tail block, ตัดไม้สำหรับทำคอ, ตัด Heel ทำร่องสำหรับลิ่มในการต่อคอ แบบSpanish heel
4.เลื่อย Fret ยี่ห้อ Steward-MacDonald สำหรับทำร่อง Fret มีความหน้า 0.6 มิลลิเมตร
5.เลื่อยฉลุ(Fret saw) ใช้สำหรับเลื่อยไม้หน้า ไม้หลัง หรือ ตัดกระดูกสำหรับทำ Nut saddle

กลุ่มกบ (Plane)



     กบที่ผมซื้อมาทุกตัวต้องนำมาให้ได้ฉาก และปรับผิวหน้ากบให้เรียบก่อนใช้ ต้องปรับอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเนื่องจากไม้มีการหดขยายตัวตามความชื้นในอากาศที่เปลื่ยนแปลง
1.กบไม้ยาวแบบมีประกับ ยาว 18 นิ้ว ผลิตโดย ช่างธรรมศักดิ์ ใบกบ Schlieper wolfram alloy Germany (ตา ตา) ใช้งานเดียวเลยสำหรับ Book match ไม้หน้าและไม้หลัง
2.กบไม้แบบมีประกับ ยาว 12.5 นิ้ว ผลิตโดย ช่างธรรมศักดิ์ ใบกบ Vertitas PM-V11 Canada เอามาปรับ ให้ทางออกขี้กบกว้างขึ้น ลบมุมให้จับสบาย และป้องกันการแตกเมื่อใช้ฆ้อนเฆาะปรับใบกบ เป็นกบที่ใช้มากที่สุด สำหรับ ปรับความหน้าไม้หน้า ไม้หลัง ไม้ข้าง ใส้ปรับขนาด Brace, back bar, คอ เป็นต้น
3.กบไม้ยาว 9 นิ้ว ผลิตโดย ช่างแก่ ใบกบ Schlieper wolfram alloy Germany (ตา ตา) ใช้งานสำหรับปรับ ความหนา กระดูก Nut Saddle
4.กบญี่ปุ่น ฝากคุณ Yuichi Imai สั่งช่างทำกบจากญี่ปุ่นผลิตให้ เป็นกบที่ใบกบตั้งฉากกับตัวกบ ใช้หรับ ใส่ปรับระดับ Fingerboard  ปรับไม้หลังกรณีไม้มีการย้อนเสี้ยน ขอดีของกบชนิดนี้คือ ใส่นิ่งเนื่องจากใบหน้า ใส่ย้อนเสี้ยนได้ ไม้ไม่ฉีก
5.กบตัวเล็ก ยาว 9 เซนติเมตร ใช้สำหรับปรับ Brace
6.กบจิ๋ว ยาว 4 เซนติเมตร ใช้สำหรับปรับ Brace
7.และ 8 Spoke shape หรือ เขียด ใช้สำหรับเกลาคอ

กลุ่มสิ่ว ( Chisel )


1.เหล็กแกะ หน้ากว้าง 1.5 มิลลิเมตร ซื้อจากร้าน นำชัย บางโพ เนื่องจากสิ่วที่ใช้กันมีขนาดเล็กสุดประมาณ 3 มิลลิเมตร ใช้สำหรับ เซาะร่อง Binding ส่วนที่อยู่ภายในคอกีตาร์กรณีต่อคอแบบ Spanish
2.เหล็กแกะ ผลิตโดย Swizz made หน้ากว้าง 2 มิลลิเมตร ใช้สำหรับเซาะร่อง Binding
3.สิ่ว Maple หน้ากว้าง 1/8 นิ้ว
4.สิ่ว Swizz made หน้ากว้าง 4 มิลลิเมตร ใช้ทำความสะอาดพื่นร่อง Nut
5.สิ่ว Footprint หน้ากว้าง 1/4 นิ้ว ใช้เซาะ ฺBack reinforcement สำหรับ ช่องสำหรับ Back Bar ก่อนติดไม้กับไม้หลัง
6.สิ่ว Footprint หน้ากว้าง 5/8 นิ้ว อันนี้ใช้มากที่สุด หน้ากว้างใช้ปรับเรียบ Heel ส่วนที่ติดกับไม้หน้า และใช้ตัด Bingding ใช้ล้างร้อง Binding ,purfling.

เครื่องมือต่างๆ ของช่างทำกีตาร์แต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อยู่ที่ความถนัด ความชอบ ที่ต่างกัน
นี่ยังไม่หมดครับเครื่องมือยังมีอีก ค่อยๆ ดูกันไปประดับความรู้ครับ เจอกันครั้งหน้าครับ

Monday, October 26, 2015

เรื่องของเสียงกีตาร์ตอนที่ 3 (จบ)

     สวัสดีครับวันนี้มาต่อในหัวข้อที่เหลือ อาจจะดูวิชาการหน่อยแต่ไม่ยากกว่าที่จะเข้าใจครับ

Sustain
     โดยทั่วไปคำว่า Sustain ที่เราเข้าใจกัน คือความยาวของเสียงกีตาร์หลังจากดีดจนเสียงเงียบลง
 คราวนี้ลองมาดูความหมายลึกๆ กันบ้าง Sustain เป็นเรื่องของเสียง ซึ่งมีเรื่องของเวลาเข้ามา
เกี่ยวข้อง เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อ Envelope of Sound(เกี่ยวกับการเกิดเสียงตั้งแต่เริ่มดังขึ้น จนเสียง
เงียบหายไป) Envelope of Sound มีอาจหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมนำมาอธิบายมี 2 แบบได้แก่

แบบที่ 1 ใช้อธิบายเกี่ยวกับเสียงของเครื่องดนตรีทั่วไป ประกอบด้วย 3 ส่วน  ส่วนคือ Attack Sustain และ Decay 

รูปที่ 1 จากเวบไซต์ http://filmsound.org/  กราฟแสดงการดำเนินของเสียงโดยแกนตั้ง(X)เป็นระดับความดังเสียง แกนนอน(Y)เป็นเวลา ลองจินตนาการถึงการดีดสายกีตาร์ เมื่อเริ่มดีดที่จุด A จากนั้นเสียงเริ่มดังจนถึงดังสุดที่จุด B ช่วงนี้เรียกว่า Attack จากนั้นเสียงจะคงตัวอยู่สักระยะหนึ่งถึงจุด C เรียกช่วงนี้ว่า Sustain และเสียงจะค่อยๆ เบาลงที่จุด C และหายไป จุด D ช่วงนี้เรียกว่า Decay 

แบบที่ 2 ใช้อธิบายเสียงในเรื่อง Synthesizer ซึ่งเป็นการจำลองเสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงเครื่องดนตรี
ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ Attack Decay Sustain และ Release หรือเรียกสั้นๆ ว่า ADSR


รูปที่ 2 จากเวบไซต์ http://my.visme.co/projects/audio-basics-03c4ac เริ่มจาก Attack เป็นช่วงตั้งแต่เริมเกิดเสียงถึงเสียงดังสุด ช่วงต่อมาคือ Decay เป็นช่วงที่เสียงดังสุดเริ่มเบาลง และเข้าสู่ช่วงที่เสียงมีความดังคงที่เรียก Sustain จากนั้นเป็นช่วงเสียงเบาและเงียบไปเรียก Release
     ในภาพรวมแบบที่ 1 และ 2 มีความคล้ายกัน  ต่างกันแค่หลังช่วง Attack ที่มีช่วง Decay(แบบที่2) เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น และการใช้ชื่อเรียกต่างกันในช่วงสุดท้าย Decay(แบบที่1) กับ Release (แบบที่2)
     มีคำศัพท์บางคำอาจได้ยินคุ้นหูได้แก่ Fast Attack ซึ่งหมายถึง การเกิดเสียงถึงจุดดังสุดด้วยระยะเวลาที่สั้นในช่วง Attack เช่น เสียงกระแทกประตู เสียงปืน เสียงตบมือ เป็นต้น 

      Sustain มีความสำคัญต่อเครื่องดนตรี  ส่วนใหญ่นักเล่น ต้องการ Sustain ที่ยาวเพื่อใช้ในการเล่นโน้ต และคอร์ด บางคนอาจใช้คำพูดว่า "Singing Quality" ในการอธิบายเรื่อง Sustain ได้เช่นกัน แต่ Sustain ที่ยาวในบางกรณี ไม่จำเป็นต่อนักกีตาร์บางแนวที่ใช้กีตาร์ในการเล่นแบบ Percussive(เน้นเล่นเป็นจังหวะ) เช่น การเล่นในแนวกีตาร์ Flamenco นักเล่นต้องการ Sustain สั่นกว่า หรือ กีตาร์ Archtop ใช้เล่น Rhythm sectionในวงดนตรีสำหรับเต้นรำในช่วงปี 1930-1940 (1) เป็นต้น
     ในการทำกีตาร์มีปัจจัยที่มีผลต่อ Sustain หลายอย่าง เช่น น้ำหนักของไม้หน้า ถ้าน้ำหนักไม้หน้าเบาการสั่นจะดีกว่าทำให้ Sustain ยาว, การติดตั้ง Saddle และ Nut ที่ดี(พอดีกับร่องของมัน)จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่ส่งจากสายไปขยับไม้หน้าส่งผลให้ Sustain มากขึ้น, การตั้ง Action (ความสูงของสายกีตาร์) Action ต่ำส่งผลให้ Sustain สั้นลง, ผู้เล่นมีส่วนเช่นกันในการเพิ่ม Sustain ให้ยาวขึ้นโดยใช้เทคนิคการเล่นแบบ Vibrato ซึ่งเป็นการเพิ่มพลังงานให้กับการสั่นของไม้หน้า เป็นต้น 




Wraparound&Projection

     Wraparound และ Projection เป็นเรื่อง ทิศทางของเสียงเครื่องดนตรีที่กระจายออกไปบริเวณรอบเครื่องดนตรี Wraparound เป็นทิศทางเสียงที่ได้ยินด้านหลังกีตาร์ก็คือผู้เล่นนั่นเอง ว่าได้เย็นชัดเจนเพียงไร เปรียบเสมือนมอนิเตอร์ มีประโยชน์ให้ผู้เล่นควบคุมคุณภาพเสียงการเล่นของตัวเองได้ ในกีตาร์สมัยใหม่โดยเฉพาะสายเหล็กนิยมทำ Soundport คือการเจาะรูบริเวณไม้ข้างเพื่อให้ผู้เล่นได้ยินเสียงกีตาร์ได้ดียิ่งขึ้น  ส่วน Projection เป็นทิศทางเสียงที่ออกไปข้างหน้าสู้ผู้ฟัง และ เพื่อนร่วมวง มีความสำคัญมากในกรณีแสดงคอนเสิร์ตโดยเฉพาะกีตาร์คลาสสิกเมื่อไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียงในการแสดง ในบางครั้งช่างทำกีตาร์ใช้ Tornavoz ติดตั้งที่ sound hole เพื่อการเสริม projection 
   
Presence
     คำว่า Presence ในภาษาอังกฤษแปลว่า การแสดงตน คำนี้อธิบายค่อนข้างเข้าใจยาก เน้นเรื่องความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านของผู้ฟัง เมื่อผู้ฟังอยู่ในห้องคอนเสิร์ตไม่ว่าฟังที่จุดไหนจะได้ยินเสียงกีตาร์ได้ชัดเจน คุณภาพเสียงใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่นักกีตาร์เล่นในโน้ตที่เบา คุณภาพเสียงของโน้ตนั้น ผู้ฟังได้ยินชัดเจนเหมือนกับขณะที่นักกีตาร์เล่นในโน้ตเสียงดังปานกลางและดังมาก 




จากเรื่องของเสียงกีตาร์ที่กล่าวมาทั่งหมดประมาณ 10 หัวข้อ มีประโยชน์หลายอย่างเช่น
1.ช่างทำกีตาร์ใช้สื่อสารกับลูกค้า เพราะในการสั่งทำกีตาร์ลูกค้ายังไม่ได้ยินเสียงกีตาร์แต่ต้องตัดสินใจสั่งทำ เพราะฉะนั้นการพูด อธิบาย ความต้องการของลูกค้าและช่างทำกีตาร์ควรเข้าใจชัดเจน หรือถ้าให้ดีควรมีตัวให้ลองก่อน
2.ช่างทำกีตาร์สามารถอธิบายคุณสมบัติกีตาร์ได้ 
3.ใช้ความรู้นี้ออกแบบกีตาร์หรือเสียงที่เราต้องการขึ้นมาใหม่
4.ใช้เป็นแนวทางพัฒนาการทำกีตาร์ เช่น อาจทำตัวเสียงมาตรฐานไว้ตัวหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติเสียง ทุกครั้งที่ทำตัวใหม่เสร็จ นำตัวใหม่และตัวเสียงมาตรฐานมาเปรียบเทียบกันในคุณสมบัติเสียงต่างๆกันในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกัน เช่น ห้องลองเสียงเดียวกันเป็นต้น
เป็นต้น




แหล่งความรู้เพิ่มเติม
-(1)  The Acoustic Guitar Guide โดย Larry Sandberg หน้า 42
-เรื่อง Overtone และ Harmonic https://www.youtube.com/watch?v=YsZKvLnf7wU
-เรื่อง ADSR  https://www.youtube.com/watch?v=oaP9hCtVXvE
-เรื่อง ASD http://filmsound.org/articles/ninecomponents/9components.htm#attack
-Ascoustics for violin and guitar makers,past 1 หัวข้อ 1.2 Time history of the sound
-http://filmsound.org/articles/ninecomponents/9components.htm#attack
-เรื่อง Tornavoz https://www.youtube.com/watch?v=HYzMp9uBrlo