Wednesday, November 15, 2017

Action กีตาร์ Finger style สูงแค่ไหน ตอนที่ 2 (จบ)

    สวัสดีครับ ตอนนี้เรามาต่อกันเรื่อง Action ของคุณ Tommy Emmanuel ผมใช้ Google ช่วยหา และเข้าไปอ่านใน www.thegearpage.net ได้ความว่าคุณ Adam Rafferty ,นักเล่นกีตาร์แนว Funky fingerstyle,มีโอกาสเล่นกีตาร์ Mathon ของ คุณ Tommy  คุณ Adam ว่ามันต่ำมาก ระยะที่ Fret 12 สาย1 คือ 3/64 นิ้ว(0.05) หรือ 1.19 มิลลิเมตร และ ระยะที่ Fret 12 สาย 6 คือ 4/64 นิ้ว(0.06) หรือ 1.59 มิลลิเมตร คุณ Adam จึงถามคุณทอมมี่ทำได้อย่างไร คุณ Tommy แนะนำให้ไปหาคุณ Joe Glaser (เป็นช่างอยู่ที่ Glaser Instruments, 434 East Iris, 37204 Nashville) คุณ Joe Glaser อธิบายว่าแกใช้ระบบ Plek
     Plek คืออะไร
   Plek ถูกคิดค้นโดยคุณ Gerd Anke นักประดิษฐ์ นักคิดและผู้เชี่ยวชาญ ชาวเยอร์มัน เริิ่มคิดค้นการ Set up กีตาร์โดยใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติตัั่งแต่ปี 1988 และปรับปรุงพัฒนาสมบูรณ์และจดสิธิบัตรในปี 1997 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Frankfurt Music Fair ในปี 2000   ในปี 2001 ร้านของคุณ Glaser นำเข้ามาใช้ครั้งแรกในอเมริกา จากนั้นใช้กันแพร่หลายในระบบลายผลิตของโรงงานกีตาร์ได้แก่ Gibson(USA),Takamine(Japan),Martin(USA) เป็นต้น ดูประวัิติได้ที่ http://www.plek.com
    Gerd Anke ศึกษาการสั่นของสายกีตาร์โดย stroboscope และเขียน Software ออกมาควบคุมเครื่อง Plex อีกที เครื่องจะหาว่าปรับระดับ Fret และ ตั้งระยะ Relief  เท่าใดเพื่อตั้งสายกีตาร์ได้ต่ำสุดโดยไม่มีการ Buzz ตามวีดีโอข้างล่างนี้


    ลองดูวีดีโอนี้ครับอธิบายการใช้ Plek

     Plek ทำอะไรได้บ้าง
    สิ่งที่ Plek ทำได้คือ ปรับ Radius ของ Fingerboard, ปรับระดับ Fret ,ทำร่อง และ ปรับความสูง Nut ปรับความสูง Saddle คือตั้งแต่งาน ทำ Fret ถึงงาน Set up ส่วนเรื่องความละเอียดสำหรับการแสกน มีความละเอียดถึง +-0.005 มิลลิเมตร  การปรับเฟร็ต ละเอียดถึง +-0.01 มิลลิเมตร การปรับ Nut saddle ละเอียดถึง +-0.05 มิลลิเมตร ความละเอียดระดับนี้เกินกว่าการตรวจสอบโดยคนปกติ

   ดูความเร็วกระบวนการปรับเฟร็ตใช้เวลาประมาณ 10 นาที เมื่อเทียบกับผมทำประมาณ 2 ชั่วโมง
   ข้อดีอีกอย่างมันจะเก็บค่า Action ของแต่ละคนไว้ในหน่วยความจำ สมมติว่าผมอยากได้ Action แบบ Tommy มันทำให้ได้เลยเพราะมีค่า Action อยู่แล้ว
    ส่วนข้อเสียเท่าที่ผมอ่านเจอคือ Plek ไม่แต่งขอบ Fretให้ ช่างหลายคนจะคิดค่าแรงเพิ่มในจุดนี้ และกรณีกีตาร์คลาสสิก ส่วนใหญ่ Fret สุดท้ายจะไม่ต่อเนื่อง Plek จะไม่ปรับระดับให้ ช่างต้องมาปรับระดับเอง  แต่ทั้ง 2 ข้อส่วนตัวผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ของชางมืออาชีพครับ

   เรื่องราคาตกเครื่องละ 100,000  US$ ผมดูจากการChatในบอร์ด
  http://www.harmonycentral.com
 สนนราคา level Fret ประมาณ 265 US$  ไม่รวมค่าอุปกณ์ ถ้า ทำทั้งหมดคือ ตั้งแต่ปรับ Fingerboard จนถึง level fret ค่าใช้จ่ายประมาณ 455 US$ ไม่รวมค่าอุปกณ์  ราคาจาก http://sfguitarworks.com/the-plek/  เมื่อปี 2015 ครับ (ราคาขนาดนี้ทำประมาณ 200 ตัวน่าจะคืนทุน :))
เหมาะมากับร้านซ่อมกีตาร์และ โรงงานกีตาร์  แต่มีข้อคิดของคุณ Glaser ว่าเครื่องนี้ดีมากแต่ที่สำคัญคือช่างผู้คุมเครื่องครับ ถ้ามีึความรู้ความเข้าใจในการ Set up ถึงจะได้งานออกมาดีครับ
   
   สุดท้ายนี้ผมอยากจะเห็นเจ้าเครื่องนี้ในไทยครับ ไม่ใช้อะไรหรอกครับ อยากเห็นตัวจริงอยากศึกษาว่ามันทำได้อย่างที่เขาบอกหรือป่าว :) ส่วนลิงค์ข้างล่างนี้อธิบายการใช้ Software ของ Plek อย่างละเอียดมี 4 ตอน โดยคุณ Joe Glaser  ครับสนใจลองเข้าไปดูครับ

https://www.youtube.com/watch?v=X0pKC9GHyWA
https://www.youtube.com/watch?v=W1P8rM60djk
https://www.youtube.com/watch?v=Kn4EhmM14w8
https://www.youtube.com/watch?v=8cZJCgtC5dc

Good day !




Friday, November 10, 2017

Action กีตาร์ Finger style สูงแค่ไหน ตอนที่ 1

     สวัสดีครับ ช่วงนี้มีนักกีตาร์แนว Finger style มาให้ตั้งความสูงของสายหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Action" บ่อยๆ ผมจึงหาข้อมูลในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือคอมพิวเตอร์โน้ตบุคของผมเอง ดูว่าพวกแนว Finger style  เขาตั้ง Action แค่ไหนกัน  เท่าที่รู้โดยปกติแนว  Finger style ตั้งต่ำกว่าการตั้งสายปกติเพราะมือซ้ายต้องเล่นมาก เล่นทั่วคอ Action ต่ำๆ ช่วยให้ผู้เล่น เล่นเทคนิดต่างๆได้ดี เช่น การ Tapping  Pull off เป็นต้น
     ก่อนอื่นมาดู Action ของกีตาร์ปกติกันก่อน ผมเข้าไปพบขอมูลที่เวปไซด์ของ Stewmac  ได้ Action ตามนี้ื


Steel-string acoustic guitar
Bass ETreble E
Action at the 1st fret.023".013"
Action at the 12th fret.090".070"
Relief: .002" at the 8th fret

ตารางจาก Stewmac อธิบายได้ความว่า
ที่เฟร็ต 1 สาย 6 สูง 0.023 นิ้ว หรือประมาณ 0.584 มม.
ที่เฟร็ต 1 สาย 1 สูง 0.013 นิ้ว หรือประมาณ 0.330 มม.
ที่เฟร็ต 12 สาย 6 สูง 0.090 นิ้ว หรือประมาณ 2.286 มม.
ที่เฟร็ต 12 สาย 1 สูง 0.070 นิ้ว หรือประมาณ 1.778 มม.

    ต่อไปคือ Taylor เขาแบ่งกีตาร์ออกเป็นสองกลุ่มตั้ง Action ไม่เท่ากัน ผมได้ข้อมูลจาก  www.ramzmusic.com  เข้าไปดูได้ข้อมูลละเอียดมากแต่ผมสรุปให้เลยเพื่อจะได้เปรียบเทียบ
 
   กลุ่มแรกคือ กลุ่มกีตาร์ตัวใหญ่ ได้แก่ Dreadnought,Grand Orchestra,Grand Symphony ส่วนใหญ่ใช้เล่นแบบตีคอร์ด ตั้ง Action ตามนี้


   กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มกีตาร์ตัวเล็กลงมา ได้แก่ Grand Concert,Grand Auditorium ส่วนใหญ่ใช้เล่นแบบตีคอร์ดและ Finger style ได้   ตั้ง Action ตามนี้


  จากการตั้งสายมาตรฐานแบบ Taylor  ที่ Fret 1 ตั้งเท่ากันกับกีตาร์ทุกทรง ส่วนตำแหน่ง Fret 12 กีตาร์ตัวเล็กซึ่งเหมาะสำหรับการเล่น Finger style ตั่งต่ำกว่า

   ลองสังเกตที่ตัวเลข Action ในตารางด้านบนครับ เป็นทศนิยม 2-3 ตำแหน่ง สาเหตุจากการคำนวน การแปลงหน่วยครับ มันจึงเป็นตัวเลขที่ไม่เต็ม คำถามตามมาสำหรับคนที่เป็นช่างทำกีตาร์ครับ  แล้วจะวัดอย่างไรให้ได้ละเอียดอย่างในตาราง คำตอบคือ ต้องหาไม้บรรทัดที่ละเอียดที่สุดเท่าที่ตาคนสามารถอ่านได้ครับ ผมไปเดินที่ร้าน True value พบไม้บันทัดเหล็กยาว 6 นิ้ว ยี่ห้อ General no.616 ซึ่งเป็นระบบ นิ้ว เมตริก คือ 1 นิ้ว แบ่งเป็น 100 ช่อง หรือพูดได้ว่า ละเอียดถึง 0.01 นิ้วต่อช่อง วัดได้ละเอียดสุด 0.005 (ประมาณได้ระหว่างขีด)  ความละเอียดขนาดนี้ใช้วัดตัวเลขในตารางข้างบนได้กำลังดีครับ ดูตามรูปข้างล่างครับ
 



    ถามว่าทำไมต้องละเอียดขนาดนี้ จากประสบการณ์ผม ผมเจอนักเล่นกีตาร์ที่มีความละเอียดสูง ความละเอียดสูงที่ผมว่าคืออะไร  นักเล่นกีตาร์สามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ Action ได้ โดยที่ผมปรับค่า Action ที่ตำแหน่ง Fret 12  ต่างกันเพียง  0.01 นิ้ว  เนื่องจากนักเล่นเหล่านี้เขาพัฒนาอินทรีย์แกร่งกล้าจากการฝึกซ้อมทุกวัน หาวิธีพัฒนาการเล่นของตัวเองตลอด แต่ก็ไม่ทุกคนนะครับ ที่ผมเจอมี 2-3 คนเท่านั้นและเป็นนักเล่นกีตาร์คลาสสิกทั้งหมด สรุปง่ายๆ คือละเอียดเพื่อการตอบสนองความต้องการของผู้เล่นนั้นเองครับ
    ยังไม่จบครับ แต่คงต้องตอนต่อไป ผมจะพาไปดู Action  กีตาร์ของนักเล่นกีตาร์แนว Finger style ระดับโลก ตัวพ่อ คือ Tommy Emmanuel เล่น Action ความสูงเท่าไร ผมยิ่งค้น ยิ่งเจอสิ่งที่น่าสนใจครับ มันละเอียดกว่าสิ่งที่ผมกล่าวมาในบทความข้างต้นอีก แล้วพบกันตอนต่อไปครับ

 หมายเหตุ Action คือ ระยะระหว่างยอด Fret ถึงก้นสายครับ

Good day

Sunday, March 5, 2017

การดูแลรักษากีตาร์โปร่งและกีตาร์คลาสสิก ตอนที่ 3

   สวัสดีครับ เราต่อกันเรื่องการดูแลรักษากีตาร์โปร่งและกีตาร์คลาสสิก ซึ่งอยู่ในหัวข้อ 2.1 ทำความสะอาด Body Neck Top  หลังจากทำความสะอาดเสร็จ    ขั้นตอนสุดท้าย คือ การเช็ดเคลือบด้วย ผลิตภัณฑ์ Wax  เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนเล็กๆ  กีตาร์ดูเงางามขึ้น ปกป้องตัวเคลือบรักษาผิวกีตาร์  
       Wax ที่เหมาะที่สุดในการเช็ด เคลือบกีตาร์ เป็นที่ยอมรับกันในตอนนี้ คือ Carnauba wax เป็นผลิตภัณฑ์จากใบต้นปาล์มทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบลาซิล ผลิตภัณฑ์ขายในท้องตลาดมีส่วนผสมของ Carnuaba wax ยี่ห้อต่างๆ เช่น ของD'Addario, Planet Wave,Dunlop ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ซี่งทางบริษัทผลิตกีตาร์แนะนำให้ใช้ นำยาเช็ดรถบางชนิดมีส่วนผสม Carnauba wax เช่นกัน Turtle wax performance plus T136R  ใช้ได้เช่นกัน
      การใช้งาน ใช้เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำยาขัด โดยหยดใส่ผ้าก่อนแล้วขัดลงบนตัวกีตาร์ ขอควรระวังอย่างหนึ่ง กรณีตัวเคลือบรักษากีตาร์แบบด้าน หรือ Satin หรือ Matt ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พวกน้ำยาขัด หรือ Wax เพราะจะทำให้ตัวเคลือบรักษากีตาร์มีความแววเป็นจุดไม่สม่ำเสมอ ดูไม่สวยงาม
      สรุปการทำความสะอาด Body Neck Top หรือส่วนที่มีตัวเคลือบรักษาผิว ความเห็นสวนตัวผมว่า หลังจากเราเล่นเสร็จทุกครั้งควรเช็ดด้วยผ้าฝ้ายเปล่าดังในขึ้นตอนแรกที่กล่าวไป เท่านี้กีตาร์ก็จะสะอาดเหมือนใหม่ตลอดแล้ว แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนคลาบสกปรกหนา ส่งผลให้ทำความสะอาดยากขึ้นและต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำความสะอาดแต่อาจเป็นตัวทำลายตัวเคลือบรักษาผิวเช่นกัน
   
     2.2 การทำความสะอาด Fret Fingerboard
     ผลิตภัณฑ์ใช้สำหรับทำความสะอาด Fret, Fingerboard ได้แก่ Steel wool เบอร์ 0000 และ  Lemon oil เป็นต้น  Lemon oil ช่วยป้องกันการถ่ายความชื้นระหว่างอากาศและ Fingerboard ป้องกันการบิดเบี้ยวและการแตกของ Fingerboard  เพิ่มอายุการใช้งาน Fingerboard ให้ยาวนานขึ้น
      วิธีการดังนี้ 
     -เริ่มจากถอดสายกีตาร์ออก
     -จากนั้นหยด Lemon oil บน Fingerboard และใช้ Steel wool ขัดตามแนวยาว Fret ให้ทั่วบริเวณให้สะอาด ขั้นต่อไป ใช้ Steel wool ขัดตามแนวยาวของ Fingerboard ให้ทั่ว เพื่อลดรอยตามแนวขวางที่เกิดจาก Steel wool
     -ใช้ผ้าฝ้ายสะอาดเช็ดเศษ Steel wool ออก และเช็ด  Lemon oil ให้แห้ง เท่านี้ Fret และ Fingerboard ของกีตาร์ก็จะแววและสะอาด หรือถ้าต้องการให้ Fret แววยิ่งขึ้น และ Fingerboard เรียบยิ่งขึ้น ใช้ ฝอยขัด Scotchbrite ของ 3M สีขาวซึ่งมีความละเอียดประมาณ 1200 grid เช็ดถูตามแนวยาว Fingerboard


   Steel wool #oooo มีความละเอียดเท่ากันกระดาษทรายเบอร์ประมาณ 400 ในมาตรฐาน CAMI grit หรือประมาณ P600 ในมาตรฐาน ISO/FEPA grit. ผมสั่งซื้อใน LAZADA ราคาไม่เกิน 200 บาท ส่งถึงหน้าบ้านเลย ก้อนขนาดนี้ผมใช้ประมาณ 7 ปี




     ส่วน  Bridge กีตาร์สายเหล็กส่วนใหญ่ไม่ได้ลงตัวเคลือบรักษาผิวใช้วิธีเดียวกันกับการทำความสะอาด Fingerboard บางครั้งช่างทำกีตาร์ใช้ Refine Linseed oil แทน Lemon oil เพราะสามารถอยู่ในเนื้อ Fingerboard ยาวนานกว่า Lemon oil
    พบกันใหม่...

Friday, February 24, 2017

การดูแลรักษากีตาร์โปร่งและกีตาร์คลาสสิก ตอนที่ 2

      สวัสดีครับมาคุยกันต่อเรื่องความชื้นในอากาศต่ออีกนิดครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีโอกาสไปพบนักเล่นกีตาร์คลาสสิกที่ประเทศมาเลเซีย และคุยถึงเรื่องปัญหากีตาร์ที่พบส่วนใหญ่ไม้หน้าบวมเนื่องจากความชื้นในอากาศสูง ค่อนข้างมีปัญหามากกว่าประเทศไทยเพราะที่นั่นฝนตกยาวนาน และมีทะเลล้อมรอบ ผมจึงถามเขาว่าทำอย่างไร เพื่อนผมเขาแนะนำตัวดูดความชื้นแบบห่อ  มีขายที่ Daiso ราคาบ้านเราตก 60 บาท ใช้งานได้ 1-2 เดือน ดังรูปครับ


ในห่อคือ แคลเซี่ยมคลอไรด์(CaCl2) 1 ห่อนี้สามารถดูดความชื้นจากอากาศได้ 150 ml ขอดีคือห่อไม่ใหญ่มาก สามารถเก็บไว้ในกล่องกีตาร์ได้ และมีความสามารถในการดูดความชื้นได้ 70-80 % ของน้ำหนัก  เมื่อเทียบกับ Silica gel, Silica gel มีความสามารถในการดูดความชื้นได้ 24-40 % ของน้ำหนัก แต่อัตราการดูดอาจช้ากว่า Silica gel




2.การทำความสะอาด

     การทำความสะอาดกีตาร์แต่ละส่วนแบ่งได้ดังนี้
       2.1 ทำความสะอาด Body Neck Top
เป็นส่วนที่มีการเคลือบรักษาผิวไม้ ตัวเคลือบที่นิยมในกีตาร์ได้แก่ Shellac, Nitro-Lacquer และ Polyurethane  การทำความสะอาดทั้ง 3 ตัวนี้ ใช้ผ้าฝ้าย 100 % ยิ่งได้ผ่านการซักแล้วยิ่งดี เช็ดให้ทั่วและเน้นบริเวณที่สกปรกมาก ส่วนใหญ่เป็นจุดที่ร่างกายสัมผัส เช่น บริเวณขอบไม้หน้าด้านซ้ายจุดที่วางแขนขวา หลังคอ ไม้หลังที่ติดกับหน้าอก ไม้ข้างด้านขวาส่วนติดกับคอ   ถ้าเช็ดไม่ออกอาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดต่อได้ และควรใช้ผ้าแห้งเช็ดตามทันที วิธีนี้ไม่สร้างความเสียหายให้ตัวเคลือบรักษาผิวกีตาร์

          กรณีคราบสกปรกที่ไม่ละลายในน้ำคือไม่สามารถเช็ดออกโดยน้ำหมาดๆ เช่น คราบเหงื่อ รอยนิ้วมือ อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นของปิโตเลียม ได้แก่ Mineral Spirits  Lemon oil รูปแบบน้ำ(ไม่ได้มาจากน้ำมันของมะนาวแต่เป็นผลิตภัณฑ์ได้จากกระบวนการกลั่นของปิโตเลียมใส่กลิ่นมะนาว) หรือ Pledge กลิ่นมะนาว หรือกลิ่นส้ม(ตัวนี้มีSilicone ผสมอยู่เล็กน้อย) Naphtha (ในบ้านเราอาจหาซื้อได้ในรูปของน้ำมันไฟเช็ค) การใช้ผลิตภัณฑ์ควรหยดใส่บนผ้าก่อนจึงเช็ดลงบนตัวกีต้าร์ ใช้ทำความสะอาดเฉพาะจุดที่มีคราบเท่านั้น และไม่ควรใช้กับตัวเครือบผิวที่เป็น Shellac


       
     มีความสับสนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Silicone หลายบริษัทที่ผลิตกีตาร์ไม่แนะนำให้ใช้ บางครั้งให้เหตุผลว่า มันจะทำลาย ตัวเครื่องผิว แต่จากที่ผมอ่านดูจากหลายๆ แหล่งขอมูล หนังสือ อินเตอร์เน็ต จริงๆ แล้ว Silicone ไม่ทำลายตัวเคลือนผิว และ ที่ทราบบางตัวเคลือบรักษาผิวยังมีส่วนผสมของ Silicone แต่ปัญหาจริงๆ ของ Silicone ทำให้เกิด Fish eye เวลาซ่อมตัวเคลือบ เนื่องจากบริเวณที่มี Silicone อยู่จะมีแรงตึงผิวน้อยทำให้ตัวเคลือบผิวไม่ค่อยติด ดังรูปทางซ้ายมือ (จากหนังสือ Understanding Wood Finishing) แต่มีวิธีแก้ไขสำหรับปัญหานี้(อ่านดูในหนังสือ Understanding Wood Finishing หน้า 146-147)



       ถ้าต้องการขจัดรอยขีดขวดพวกรอบขนแม้ว อาจใช้น้ำยาขัด ( Polishing ) น้ำยาพวกนี้มีผงขัดเล็กๆ ผสมอยู่ หรือบางครั้งอาจเป็นรูปแบบครีม เมื่อเราขัดด้วยน้ำยาขัด ผงขัดในน้ำยาจะขัดบริเวณรอบรอยขีดข่วนออกไปทำให้ตัวเครือบผิวกีตาร์อยู่ในระดับเดียวกัน รอยขนแมวก็จะหายไป วิธีการใช้น้ำยาขัดนี้ไม่ควรทำบ่อยเพราะเป็นการทำลายตัวเคลือบรักษาผิวกีตาร์ (ทำให้ตัวเคลือบบางลง) ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรักษาเนื้อไม้ลดลง ยิ่งกรณี ตัวเคลือบเป็น Shellac ต้องระวังมากเนื่องจากเป็นการเคลือบที่บางมาก น้ำยาขัดสำหรับ Shellac ที่แนะนำคือ NOVUS เบอร์ 2( อันนี้ดูจากวีดีโอสอน French polish ของคุณ Ron Fernandez ) ส่วน Lacquer และ Polyurethane อาจใช้น้ำยาขัดสำหรับกีตาร์ที่ขายในท่องตลาดยี่ห้อต่างๆ ได้หมด เช่น ของ Gibson, Planet Wave,Dunlop,Ernieball เป็นต้น

   ยังไม่หมดครับยังมีอีก พบกันใหม่โอกาสหน้า :)
     
แหล่งความรู้เพิ่มเติม
http://acousticguitar.com/how-to-clean-your-guitar/
http://www.wikihow.com/Clean-a-Guitar
http://www.guitaradventures.com/how-to-clean-an-acoustic-guitar























Monday, January 30, 2017

การดูแลรักษากีตาร์โปร่งและกีตาร์คลาสสิก ตอนที่1

      สวัสดีครับ วันนี้ผมกำลังทำเอกสารการดูแลกีตาร์เพื่อให้กับลูกค้า กำลังหาข้อมูลที่เป็นภาษาไทย มีความกระจัดกระจาย ไม่ครบทุกด้าน จึงเข้าไปดูที่เอกสารการดูแลรักษากีตาร์ของ กีตาร์ Martin เป็นภาษาอังกฤษ 20 หน้า และ กีตาร์ Taylor ซึ่งให้รายละเอียดรอบด้าน เลยนำมาสรุป และเพิ่มเติมข้อมูลจากประสบการณ์ โดยแบ่งหัวข้อต่างๆ ดังนี้

    1.เรื่องความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ และการเก็บรักษา

     กีตาร์โดยทั่วไปควรเก็บที่ความชื่นสัมพัทธ์ประมาณ 45-55% ที่อุณหภูมิ 22-25 องศาเซลเซียส เป็นคำแนะนำของกีตาร์ Martin  ส่วนตัวผมว่าประมาณ 40-60%  อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ยังพอไหว

     ทำไมควรเก็บที่ความชื่นสัมพัทธ์ประมาณ  45-55% ที่อุณหภูมิ 22-25 องศาเซลเซียส ?

    การผลิตกีตาร์ส่วนใหญ่มีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ระดับ 45-55%  อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส   โดยเฉพาะกระบวกการประกอบซึ่งมีการใช้กาวเป็นตัวยึด ไม้แต่ละส่วนแต่ละชนิดถูกติดเข้าด้วยกัน ถ้าขั้นตอนนี้มีความระดับความชื่นสัมพัทธ์และอุณหภูมิที่ต่างกันมากทำให้ไม้แต่ลำส่วนยืดหดไม่เท่ากันไม้เกิดความเคลียด ส่งผลให้ประสิทธิภาพของกีตาร์ลดลงอายุการใช้งานสั้นลง อีกอย่างความชื้นสัมพัทธ์ระดับ 45-55%  อุณหภูมิ 25 องศา เป็นตัวเลข กลางๆ ในบางครั้งมีข้อแนะนำให้เฉลี่ยระดับความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดและต่ำสุด ค่าเฉลี่ย บวกลบ 5 เป็น ตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับห้องผลิตกีตาร์

    ความชื้นและอุณหภูมิส่งผลอย่างไรต่อกีตาร์ ? 
 
    กรณีความชื้นและความร้อนในอากาศสูง โดยเฉพาะหน้าร้อนกับหน้าฝนในบ้านเรา อาจทำให้ประสิทธิภาพกาวค่อยเสื่อมลง ส่งผลให้โครงสร้างหลุดได้ เช่น บริจด์อ้าออก หรือ ไม้เกิดการอมความชื้นทำให้ไม้บิดตัว เช่นไม้หน้าบวม ซึ่งทำให้ action สูงขึ้นจากปกติ เป็นต้น
   กรณีความชื้นและความร้อนในอากาศต่ำ ทำให้กีตาร์หดตัวลงส่งผลให้กีตาร์ร้าว หรือ แตกได้ หรือในบางครั้งทำให้ Fingerboard หดตัวทำให้ขอบ Fret โผล่ออกมาข้างๆ Fingerboard หรือในหน้าหนาวซึ่งบางวันมีอากาศแห้งมาก เท่าที่ผมเคยสังเกตค่าต่ำสุดลงมาถึงระดับความชื้นสัมพัทธ์ 30% ทำให้ไม้หน้ายุบตัว Action ต่ำกว่าปกติ เกิดอาการ  Buzz  และกีตาร์ร้าว และ แตก ในช่วงเวลานี้มาก ส่วนใหญ่

   ในบ้านเราจะมีปัญหาเรื่องความชื้น โดยความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 75% และ 27 องษาเซลเซียส มีค่าสูงสุด ต่ำสุด ตามฤดูที่ต่างกัน การเก็บรักษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้กีตาร์ควรเรียนรู้การเก็บอย่างไรให้เหมาะสม รู้ว่าสถานะการใดควรหลีกเลี่ยง  เช่น
   - ไม่ควรเก็บกีตาร์ ไว้กระโปงหลังรถหรือในรถในวันที่ร้อน
   - ไม่ควรแขวนกีตาร์ทิ้งไว้ข้างนอก เช่น แขวนโชว์ที่กำแพง โดยห้องนั้นไม่มีความควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ถ้าอยากจะโชว์ควรทำตู้เก็บแสดงที่ปิดมิดชิด
   - กีตาร์ควรเก็บใส่กล่องเสมอเมื่อไม่เล่นเพราะการควบคุม อุณหภูมิและความชื่นในที่แคบทำได้ง่ายกว่า
   - ควรมีเครื่องวัดความชื้นจะเป็นแบบดิจิตอล หรือแบบเข็ม ก็ได้ อันเล็กๆ ราคาไม่น่าเกิน 500 บาท พกติดไว้ในกล่องกีตาร์ ถ้าความชื่นมาก ควรหาอุปกรณ์ดูดความชื่นมาใส่ไว้ ได้แก่ Silica gel ถ้าหมดอายุควรเปลี่ยน เท่าที่สังเกตสวนใหญ่ใส่กันไว้นานไม่เคยเปลี่ยน มันไม่ช่วยดูดความชื่นแล้ว หรือเครื่องดูดความชื่นแบบไฟฟ้า เป็นต้น
  ตัวอย่างเครืองดูดความชื่น
 แบบไฟฟ้า http://acousticthai.net/dehumidifier-gw-e-333.html
แบบสองด้านทั้งดูดและคาย https://www.youtube.com/watch?v=f7kEr16a7Rs
 
  คราวหน้าอ่านกันต่อในหัวข้ออื่นๆครับ เจอกัน

Sunday, April 24, 2016

ความคม ใบกบ สิ่ว คมแค่ไหนจึงจะพอ ตอนที่ 2 (จบ)

    สวัสดีครับ ตอนที่แล้วได้เล่าประสบการณ์ของการลับคมใบกบ สิ่ว และ วันนี้ขอเล่าเรื่องวิธีการลับใบกบและสิ่วที่ผมใช้อยู่ โดยแบ่งการลับเป็น 2 ลักษณะตามจุดประสงค์การใช้ที่แตกต่าง ได้แก่
    1. การลับสำหรับการใช้งานปกติ โดยลับทุกครั้งก่อนใช้งาน และบางครั้งถ้าทำงานมากๆรู้สึกว่าไม่คมแล้วก็จะลับอีก การลับแบบนี้ใช้หินลับแบบน้ำเบอร์ 1000 และ 6000 โดยใช้มือจับใบกบหรือสิ่วลับโดยตรง ข้อดีคือ เร็ว กว่าการใช้ไกด์  ข้อเสียคือ หน้าใบกบและสิ่ว จะค่อยๆ โค้งทำให้องศาใบกบและสิ่วเปลี่ยน เนื่องจากมือของเราจะไม่นิ่งเท่ากับไกด์
    2.การลับสำหรับปรับหน้า ใช้ในกรณีมุมหน้าใบกบหรือสิ่วใหม่ เนื่องจากมุมมันจะเปลี่ยนเพราะการลับด้วยมือในแบบที่ 1 ทำให้มุมยิ่งกว้างขึ้นเมื่อมุมกว้างขึ้นทำให้การตัดเฉือนมีประสิทธิภาพลดลง โดยทั่วไปสำหรับใบกบผมใช้ 30 องศา และสิ่วสำหรับใช้งานตัด เฉือน 25 องศา สิ่วสำหรับงานตอก 30 องศา โดยทำประมาณ 2-3 เดือนครั้ง  
     การปรับวิธีนี้เริ่มจาก กระดาษทรายเบอร์ 60 แปะกระดาษกาว 2 หน้ากับแผ่นหินขัด หรือ ใช้แผ่นกระจกก็ได้  โดยใช้ไกด์ตามรูป
















จากนั้นเป็น Diamond sharpening stone เบอร์ 220 325 600 1200 และจบด้วย หินลับแบบน้ำเบอร์ 6000
















ส่วนในรูปด้านล่างเป็นภาพจากเลนส์ขยาย 30 เท่า แสดงให้เห็นความละเอียด หยาบของผิวหน้าใบกบที่ถูกลับโดยหินลับเบอร์แตกต่างกัน
































วีดีโอด้านล่างเป็นการสาธิตการลับใบกบครับ



     จากตอนที่แล้วผมได้เกริ่นเรื่องความคมในระดับต่างกันสำหรับการใช้งานในลักษณะงานที่แตกต่าง มีข้อคิดอยู่คือ ในจุดที่เราจะใส่กบเพื่อติดกาวใบกบควรมีความคมมาก ในกรณีผม ได้แก่ ตอน Book-match,ไส brace ก่อนติดกาว, บริเวณโค้ง Tail-block, บริเวณโค้ง back bar, บริเวณใต้ Fingerboard, Head-plate, Binding,ตอนเตรียมคอ  ส่วนการใช้ใบกบที่ความคมปานกลางได้แก่ ตอน ปรับความหนา ไม้หน้า ไม้หลัง เพราะในส่วนนี้ต้องขัดกระดาษทรายหรือใช้ scraper ต่อในขั้นตอนสุดท้าย
     ในกรณีใบกบหรือสิ่วแบบญี่ปุ่น จะมีเนื้อเหล็กที่แข็งและเปราะกว่าใบกบและสิ่วที่ผลิตจากเหล็กอัลลอยด์ เพราะฉะนั้นไม่ควรใช้หินลับแบบ Diamond เพราะเพชรแข็งมากทำให้ใบกบและสิ่วญี่ปุ่นเกิดการแตกเล็กๆที่ปลายได้ ทำให้ความคมหมดไปด้วยความรวดเร็ว ควรใช้หินลับแบบน้ำของญี่ปุ่นจะดีกว่า
     หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้ไปบ้าง ขอย้ำว่าวิธีการนี้เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของผม ส่วนคนอื่นๆ อาจมีวิธีที่แตกต่างกันไป ไม่มีถูกผิด มันก็แค่ว่าถ้านำไปใช้แล้วแก้ปัญหาให้เราได้หรือเหมาะสม ก็ใช้มัน แต่ถ้ามันไม่ช่วยในการแก้ปัญหาให้เรา ก็หาวิธีอื่นๆ ต่อไปครับ

แหล่งเรียนรู้ 
-หนังสือ THE COMPLETE GUIDE TO SHARPENING โดย Leonard Lee ซึ่งนักค้นคว้า ออกแบบ สร้างอุปกรณ์สำหรับงานไม้เป็นประธานบริษัทของ Veritas กับ Lee Valley ในหนังสือจะสอนวิธีลับคุมอุปกรณ์เกือบทุกอย่างสำหรับงานไม้
   
 

Friday, April 15, 2016

ความคม ใบกบ สิ่ว คมแค่ไหนจึงจะพอ ตอนที่ 1

   สวัสดีครับ วันนี้ผมบำรุงรักษาเครื่องมือ กบ และ สิ่ว ซึ่งเป็นเครื่องมือคู่กายที่มีความสำคัญมากของช่างทำกีตาร์ ต้องใช้แทบจะทุกวันก็ว่าได้ และสิ่งที่สำคัญคือ ความคมของมันนั่นเอง เลยมีข้อคิดเล็กน้อยมาฝากครับ
  ก่อนอื่นขอท้าวความจากประสบการณ์ ตอนนั้นปี 2005 ผมเริ่มทำกีตาร์ มีปัญหามากสำหรับการปรับไม้หน้าและไม้หลัง โดยเฉพาะไม้หลังซึ่งเป็นไม้เนื่อแข็งและเสี้ยนไม้ย้อนกันไปมาในแผ่นเดียวกัน ผมว่าทุกคนที่เคยใช้กบปรับไม้เนื้อแข็งคงเจอเหมือนกันคือ ไม้มันฉีกครับ พอไม้ฉีกเราก็ไม่กล้าจะใส่กบต่อกลัวว่าไม้มันจะบางเกินไป จากนั้นผมใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบๆ ประมาณ เบอร์ 60 ติดกับบล็อกไม้และขัดไปถึงความหนาที่ต้องการ บางครั้งต้องขัดกระดาษทรายกันทั้งวัน กว่ารอยฉีกจากกบจะหายและได้ความหนาไม้ตามที่ต้องการ  ต่อมาในปี 2008 ผมมีโอกาสไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาวิธีการทำกีตาร์จากคุณ Imai(อิไม) เห็นวิธีการใช้กบญี่ปุ่นปรับความหน้าไม้หลังและไม้หน้า ทำให้ผมตาสว่างว่ากบและสิ่วที่ผมใช้นั้นมันคมไม่พอ เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการลับใบกบและสิ่ว ผมจึงถามแกตรงๆว่าวิธีลับใบกบ สิ่ว ทำอย่างไร ผมจะสรุปให้ตามนี้ครับ
   หินลับที่ใช้เป็นหินลับแบบน้ำ(water stone) ยี่ห้อ King ใช้ 2 ขนาด คือ เบอร์1000 และ เบอร์ 6000 โดยการลับด้วยเบอร์หยาบคือ 1000 ก่อน และ จบด้วยเบอร์ 6000 ซึ่งละเอียดกว่า ผมนึกกลับมาดู หินที่ผมมีในตอนนั้นคือหินลับที่ซื้อในไทยความละเอียดอยู่ที่เบอร์ 200-300 เท่านั้นเอง ผมจึงซื้อหินลับแบบน้ำกลับมาด้วย ขณะนี้ใช้มา 9 ปีแล้ว  สึกไปครึ่งหนึ่งของความหนา คาดว่าใช้หมดก้อนอาจใช้เวลาสัก 20 ปี ผมซื้อมาก้อนประมาณ 2000 บาท ถ้าคิดต่อปีตกประมาณปีละ 100 บาท ซึ่งเทียบกับมูลค่างานที่ผมทำแล้วมันต่างกันมากเลย เพราะฉะนั้นอย่าลังเลที่จะซื้อหินลับดีๆ ใช้เลยครับ  ด้วยความคมของใบกบและเทคนิคการใสขวางเสี้ยนไม้ ทำให้ปัญหาการฉีกของไม้เนื้อแข็งของผมหมดไป
   หลังจากนั้นปี 2012 ผมมีโอกาสไปเรียนทำกีตาร์ที่สเปนเพิ่มเติมและผมติดหินลับแบบน้ำสองหน้าใน1 ก้อนคือ เบอร์ 800 และ 6000 ไปด้วย ซึ่งในตอนนั้นหินลับของผมมีความละเอียดที่สุดในห้อง และผมตั้งไว้ส่วนกลางให้เพื่อนมาใช้ด้วยกัน ในตอนที่ Liam (ผู้สอนทำกีตาร์) แสดงการติดกาว Binding และ Purfling  Liamแสดงการต่อแบบเป็นมุมประมาณ 30 องศา โดยใช้สิ่วค่อยๆเฉือน วีเนียร์ที่เป็น Purling ผมสังเกตว่าสิ่วที่แกใช้(เป็นของเพื่อนที่มาเรียนด้วยกัน)นั้นไม่คม ผมจึงหวังดีเอาสิ่วของผมที่เพิ่งลับคมใหม่ให้แกลอง ปรากฎว่าคมกว่าแต่รู้สึกได้ว่ามันเฉือนวีเนียร์ไม่ค่อยราบรื่น และผมถามแกว่าสิ่วที่ผมให้ยืมคมหรือป่าว แกตอบว่าคมไม่พอ ผมงงไปเลย เพราะผมคิดว่าสิ่วที่ผมเพิ่งลับนัันคมแล้ว แสดงว่าสิ่วของแกต้องคมกว่านี้อีก
   หลังจากกลับมาประเทศไทยแล้ว เรืองความคมไม่พอ ยังติดอยู่ในใจผม ที่คิดว่าใช้เบอร์ละเอียดตั้ง 6000 ลับคมแล้วยังคมไม่พออีก จนกระทั่งผมไปพบคลิปการลับมีดสำหรับทำซูชิของญี่ปุ่นโดยคุณ Mino Tsuchida (https://www.youtube.com/watch?v=SIw5ChGOADE)




ดูไปเกิดความเข้าใจเกือบทั้งหมดยกเว้นแต่ขั้นตอนที่ 7 คือขั้นตอนสุดท้าย แกบอกว่า กรุณาทำซ้ำ 4-5 ครั้ง ผมสงสัยว่าต้องทำซ้ำทำไม มันยังติดอยู่ในใจอีกละ จนกระทั่งผมได้ลองใช้เลนส์ขยายขนาด 30 เท่า ส่องดูใบกบที่ผมลับแล้วด้วยหินลับแบบน้ำเบอร์ 1000 และ เบอร์ 6000 ตามรูป 

จากรูปเห็นได้ว่าหน้าใบกบที่ถูกลับด้วยหินลับเบอร์ 6000 นั้นแววและเรียบ แต่ที่ปลายยอดคมมันยังขรุขระ สังเกตแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งหมายความว่าใบกบนี้ยังถูกลับไม่หมดทั้งหน้า สาเหตุเกิดขึ้นจากเมื่อผมลับใบกบ ขณะตอนเปลี่ยนจากหินลับเบอร์ 1000 ผมใช้นิ้วลูบหลังใบเพื่อจะเช็ค Blur (คือเมื่อลับหน้าใบกบไปกับหินลับ เนื้อเหล็กของใบกบส่วนที่ถูกลับแล้วมันจะพลิกมาอยู่ด้านหลังใบกบ เมื่อใช้นิ้วลูบดูจะรู้สึกถึงความไม่เรียบ) เพื่อตรวจสอบว่าหน้าใบกบถูกลับเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่สัมผัสนิ้วมือผมมันหยาบกว่าที่จะรู้ว่ามันยังมีร่องเล็กๆ ที่ยังไม่ได้รับการลับอยู่อีก  วิธีการแก้ คำตอบมันอยู่ในวีดีโอ youtube ที่ผมดูอยู่ด้านบนนะครับ "กรุณาทำซ้ำ 4-5 ครั้ง" 
   นี่เป็นประสบการณ์ของผมที่อยากเล่าสู่กันฟังครับ ยังไม่จบในเมื่อเรารู้ว่าความคมนั้นมีหลายระดับ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลับให้คมสุดในทุกๆ ครั้งเพราะในขั้นตอนการทำกีตาร์ในบางขั้นต้อนไม่จำเป็นต้องใช้ความคมสุดเพราะทำให้เราเสียเวลาในการลับคมมาก ในตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อว่า ผมใช้ความคมในโอกาสได้บ้าง และ วิธีการลับคมที่ผมใช้อยู่ เจอกันตอนหน้าครับ